วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

เลือกผักให้ลูกยอมกิน



วิธีเลือกผักให้ลูกยอมกิน

ในปัจจุบันพฤติกรรม การเลือกรับประทานอาหาร ของเด็กนั้นมักเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่มีรูปรสสีสันต่างๆ มากกว่าอาหารที่มีประโยชน์
นั่นอาจเป็นเพราะเด็ก ขาดความคุ้นเคยกับการรับรู้ถึงกลิ่น และรสชาติของผัก ดังนั้นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้คือ การสร้างความเคยชินกับการทานผัก ให้กับลูกน้อยตั้งแต่เล็ก ควรฝึกให้ลูกรับประทานผักที่มีรสชาติกลางๆไม่ขมไม่เฟื่อนมากเช่น ผักกาดขาว ตำลึง ฝักทอง แครอท หัวไช้เท้า ซึ่งควรต้มหรือนึ่งให้สุกก่อน และต้องอ่อนนิ่มเพื่อให้ลูกน้อยทานได้ง่ายๆคะ

ควรให้ลูกรับประทานผักให้ครบ 3 มื้ออาหาร และควรที่จะหากิจกรรมให้ลูกรู้สึกรักในการกินผัก เช่น

- นำเสนอทางเลือกในการทานผัก ให้ลูกของคุณเลือกระหว่าง การทานผักชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น เมนูวันนี้อยากจะทานผักอะไรดี การให้เด็กมีตัวเลือกทำให้พวกเขามีความรู้สึกว่าไม่ได้ถูกบังคับให้
ต้องทานผัก

 - พาลูกเข้าครัวกับคุณ หากลูกน้อยได้มีส่วนร่วมในการเลือกหรือการเตรียมอาหาร คุณอาจให้โอกาสลูกเลือกชนิดของผักในครัว พวกเขาจะได้อยากรับประทานอาหารเหล่านั้นที่พวกเขา
ได้ทำเอง

- พ่อและแม่ควรทานผักให้ลูกเห็นบ่อยๆ เพื่อฝึกให้ลูกน้อยชินกับพฤติกรรม การรับประทานผักพร้อม
กับเป็นแรงบันดาลใจให้กับเขา

- คุณสามารถพาลูกน้อยไปเลือกซื้อผัก จากซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วยตัวเขาเอง การเลือกผักอาจจะกลายเป็นเรื่องสนุกสำหรับเด็ก และสีสันของผักหลากหลายชนิด สามารถดึงดูดให้ลูกน้อยอยาก
ลิ้มลองรสชาติอันหวานกรอบของผักที่พวกเขาเลือกเอง

แค่นี้ลูกน้อยก็มีกิจกกรรมกับครอบครัวแถมยังทำให้ลูกน้อยได้รับประทานผักอีกด้วยคะ
การจัดจานอาหารก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกๆของคุณอยากรับประทานอาหรได้ด้วยและเด็กๆจะรู้สึกตื่นเต้นที่ได้รับประทานอาหารที่มีสีสันจากผักต่างๆ

เป็นไงละคะทีนี้คุณพ่อและคุณแม่ก็สามารถให้ลูกรับประทานผักได้อย่างง่ายดายแถมยังมีประโยชน์ต่อลูกๆของคุณอีกด้วยผักมีประโยนช์มากๆใช้เป็นได้ทั้งยา อาหาร พ่อแม่ต้องเป็นต้นแบบให้คุณลูกๆได้เห็นว่าคุณพ่อคุณแม่รับประทานผักทุกวันจึงมีร่างกายที่แข็งแรงแค่นี้ก็ทำให้ลูกๆอยากรับประทานผักทุกวัน หวังว่าคงเป็นข้อแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ได้นำไปใช้กับลูกๆที่ไม่ยอมรับประทานผักนะคะ


วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2558

เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ



เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จ
ลูกของคุณมีพฤติกรรมดื้อหรือไม่ยอมเรียนหนังสือหรือเปล่าพ่อแม่อาจสงสัยว่าทำไมลูกของคนอื่นถึงตั้งใจเรียนและไม่ดื้ออาจมีปัจจัยหลายอย่างที่มีส่วนในการหล่อหลอมให้เด็กเป็นคนดี แต่พ่อแม่คือส่วนสำคัญที่สุดที่จะกำหนดพฤติกรรมและท่าทีของลูก

1.เข้าใจมุมมองที่แตกต่างของลูก คุณต้องเข้าใจว่าเด็กมองโลกต่างจากผู้ใหญ่ พวกเขาพูดคนละภาษากับเรา คุณอาจจะคิดว่าคุณกำลังให้คำแนะนำแต่เด็กอาจจะเห็นว่าคุณกำลังบ่น การแสดงความเป็นห่วงในแบบของคุณอาจจะเป็นการบังคับในสายตาของพวกเขาก็เป็นได้

2.เคารพในความคิดของลูก ก่อนที่จะเราจะสามารถโน้มน้าวให้ใครสักคนเปลี่ยนทัศนคติและยอมรับคำแนะนำได้ เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับมุมมองของเขาเสียก่อน เด็กส่วนใหญ่มักเก็บเรื่องหลาย ๆ เรื่องไว้ในใจ ไม่บอกพ่อแม่ และบางครั้งก็แสดงท่าทีต่อต้านคำแนะนำและความคิดของพ่อแม่

3. อย่าคิดว่าลูกผิด เรามักโยงพฤติกรรมของเด็กเข้ากับตัวของเขา เช่น ถ้าเด็กไม่เรียนหนังสือ เราก็จะเรียกเขาว่าขี้เกียจ การเหมาว่าเด็กเป็นคนไม่ดีโดยตัดสินจากพฤติกรรมที่ไม่ดีบางอย่างจะยิ่งทำให้เด็กเชื่อว่าเขาเป็นคนเช่นนั้นจริง ๆ พ่อแม่ที่ดีจะเชื่อมั่นว่าลูกเป็นคนดี มีเจตนาดี ไม่ได้มีสิ่งใดผิดปกติ และเข้าใจว่าพฤติกรรมดื้อรั้นเกเรเป็นเพียงสิ่งที่สะท้อนออกมาจากความพยายามที่จะให้ได้สิ่งที่ตัวเอง
ต้องการ เราจำเป็นต้องยอมรับในตัวเด็กและค่อย ๆ ให้โอกาสเขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

4. ปรับเปลี่ยนท่าทีและมุมมองของลูกอย่างมีชั้นเชิง การปรับเปลี่ยนท่าทีและมุมมองของคนโดยไม่ใช้การบีบบังคับถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เมื่อคุณได้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับลูกและทำให้ลูกรู้สึกว่าคุณเข้าใจเขาแล้ว ลูกจะเริ่มยอมรับสิ่งที่คุณชี้แนะมากขึ้น

5.เริ่มจากตัวคุณ พ่อแม่หลายคนคิดว่าลูกต้องเป็นฝ่ายเปลี่ยนเพียงฝ่ายเดียว แม้ว่าลูกจะยอมเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมแล้ว ก็ยังมีโอกาสที่เขาจะกลับมาทำตัวเหมือนเดิม นั่นเป็นเพราะพ่อแม่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนตัวเองตามนั่นเองพ่อแม่ที่ดีควรเชื่อว่าตัวเองมีบทบาทสำคัญในการวางกรอบความคิดและพฤติกรรมของลูก พ่อแม่เป็นคนรับผิดชอบต่อการกระทำและทัศนคติที่ไม่ดีของลูก

เปลี่ยนมุมมองของคุณ รับฟัง และให้กำลังใจในสิ่งที่ลูกทำได้ดีและถูกต้องเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี เมื่อลูกรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เขาจะรู้จักรับผิดชอบในการกระทำของตัวเองมากขึ้น


วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2558

ความกังวลในตอนท้อง




ความกังวลในตอนท้อง
ในระหว่างท้องคนเป็นแม่ก็ยังคงกังวลอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องรูปร่างของตัวเอง เรื่องความปกติของลูกในท้อง และอีกร้อยแปดพันเก้าความกลัว ซึ้งความกลัวก็มีแตกต่างกันไปมาดูกันว่ามีข้อไหนบ้างที่คุณแม่มือใหม่มีความกังวลกัน

1.ทักษะความเป็นพ่อแม่ เป็นเรื่องธรรมดาที่พ่อและแม่จะกังวลว่าตัวเองจะเลี้ยงลูกได้ไม่ดีเท่าที่ควร และลูกจะโตขึ้นมาเป็นเด็กที่เกเร หรือเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญหากับสังคม ยิ่งถ้าเป็นเด็กที่เกิดในยุคสมัยที่โลกออนไลน์เป็นเรื่องที่เร็วยิ่งกว่าความไวของแสงเช่นนี้ คุณพ่อคุณแม่ก็คงกังวลไปสารพัดว่าจะควบคุมดูแลลูกให้เสพสื่ออย่างถูกต้องได้ยังไง แต่ผู้เชี่ยวชาญก็แนะนำว่า อย่าเสียเวลากับความกลัวเหล่านี้เลยจะดีกว่า เพราะเมื่อลูกน้อยเติบโตขึ้นมา สัญชาตญาณความเป็นพ่อแม่จะสอนให้คุณดูแลเขาได้อย่างถูกวิธีในที่สุด
2. กลัวแท้ง ความกลัวอันดับแรกของคนที่ตั้งครรภ์ก็คือกลัวว่าจะแท้งลูก ซึ่งโดยสถิติแล้ว คนที่ตั้งครรภ์แล้วแท้งมีไม่ถึง 20% เลยด้วยซ้ำ และส่วนมากก็จะแท้งในช่วงระยะ 2-3 สัปดาห์ที่ตั้งครรภ์ และคนเป็นแม่ไม่รู้ตัว จึงไม่ได้ระวังตัวเองเท่าที่ควร แต่ถ้าหากผ่านช่วง 6-8 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์มาได้ ก็เบาใจได้เลยว่าโอกาสแท้งลูกก็เริ่มจะริบหรี่ลงแล้ว ยิ่งถ้าตั้งครรภ์มาแล้ว 3 เดือน โอกาสแท้งก็แทบจะไม่มีเลยล่ะค่ะ
3.สุขภาพของเด็ก การตั้งครรภ์ก็ไม่ต่างจากการเสี่ยงและลุ้นผลรางวัลมากนัก เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าลูกของเราจะมีความผิดปกติทางร่างกายบ้างหรือเปล่า ไหนจะต้องกังวลเรื่องกรรมพันธุ์ ยีนเด่นยีนด้อยที่ได้มาจากพ่อและแม่อีกล่ะ รวมไปถึงอาหารการกินและอารมณ์ของตัวคุณแม่เองด้วย ที่ล้วนแต่มีผลกระทบไปถึงลูกในท้องได้ทั้งนั้น แต่ถึงแม้ว่าความกลัวเหล่านี้จะดูเหนือการควบคุมของเรา ก็ไม่เห็นจะต้องกลัวหรือกังวลกับมันมากเกินไป เพราะอย่าลืมว่าสมัยนี้เทคโนโลยีทางการแพทย์ค่อนข้างจะพัฒนาก้าวไกลไปมาก และก็มีอาหารเสริม วิตามินบำรุงร่างกายคนท้องออกมาจำหน่ายให้เราได้เลือกรับประทานกันนับไม่ถ้วน อีกทั้งถ้าคุณแม่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อตัวเองและลูกน้อย ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องสุขภาพของเด็กในท้องอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ
4.น้ำหนักตัว แน่นอนว่าเมื่อมีอีกหนึ่งชีวิตมาอยู่ในท้องเรา น้ำหนักตัวของเราก็จะเพิ่มขึ้นอีก 5-10 กิโลกรัม รูปร่างก็ไม่ได้ป่องแค่ท้อง แต่บวมลามไปทั้งหน้า แขน ขา ตลอดจนทุกส่วนของร่างกาย และโดยสถิติก็เผยว่า คนท้องกว่า 14-20% มีความกลัวและกังวลในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก แต่ถ้าหากในระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี หมั่นไปออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เล่นโยคะสำหรับคนท้อง และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ก็จะสามารถควบคุมน้ำหนักตัวและรูปร่างให้ไม่บวมมากจนเกินไปนัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องทำอย่างต่อเนื่องไปจนคลอดน้องออกมาด้วยนะคะ เพราะมันจะให้ผลดีกับคุณแม่ทั้งเรื่องรูปร่างและสุขภาพอย่างต่อเนื่องเลยล่ะ
5.กลัวเจ็บ เชื่อได้ว่าคุณแม่แทบจะทุกคนกลัวเจ็บเวลาคลอดลูก โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งจะท้องเป็นครั้งแรกในชีวิต และถ้าหากไปได้ยินเรื่องความเจ็บความทรมานของการคลอดลูกจากคนที่เคยมีประสบการณ์ด้วยแล้ว ก็คงเพิ่มความหลอนมากขึ้นไปอีกอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในเมื่อยังไงก็หลีกไม่พ้นอยู่ดี ถ้าอย่างนั้นจะดีกว่าไหมหากเราจะเตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับเรื่องนี้ให้พร้อม แต่ถ้าความกลัวยังไม่หายไป เดี๋ยวนี้เขาก็มีคอร์สอบรมคุณแม่มือใหม่ ที่จะช่วยให้คุณเตรียมตัวสำหรับการคลอดได้ดีขึ้นด้วยนะ
6. การลดน้ำหนัก ก่อนและระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่จะกังวลเรื่องน้ำหนักตัวมาก ๆ อย่างที่บอกว่าเวลาที่มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในท้องของเรา นอกจากเราต้องรับน้ำหนักตัวของเขากว่า 5 กิโลกรัมแล้ว อาหารที่เรากินเข้าไปก็ต้องกินเยอะขึ้น เพื่อให้เขาได้กินด้วยอีกต่างหาก ดังนั้นคุณแม่ทุกคนจึงอวบอิ่มมีน้ำมีนวลมากกว่าปกติขึ้นเยอะ และหลังจากที่คลอดลูกแล้ว ก็ยังไม่แน่ใจว่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาอีกหลายกิโลนี้จะหายไปได้ยังไงหมด ซึ่งถ้าหากคุณแม่กำลังกลัวเรื่องนี้อยู่ ผู้เชี่ยวชาญก็แนะนำให้รับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ และหมั่นออกกำลังกายอย่างเหมาะสมควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้การเลี้ยงลูกด้วยตัวเองทั้งหมด จะช่วยให้คุณแม่ลดน้ำหนักได้เร็วทันใจแน่ ๆ เพราะแม่ที่มีประสบการณ์เลี้ยงลูกด้วยตัวเองเขากระซิบมาว่า มันเหนื่อยมาก ๆ เลยล่ะ
7.กลัวอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับลูก เรามักจะได้ยินข่าวเด็กเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากความสะเพร่าของคนที่เป็นผู้ใหญ่กันหนาหู จึงอาจจะทำให้คนเป็นแม่อดเป็นกังวลไม่ได้ว่า กรณีน่าสลดใจแบบนี้จะเกิดขึ้นกับลูกของเราบ้างหรือเปล่า โดยเฉพาะเรื่องหยูกยา และอาหารของเด็กเล็กที่คงต้องใส่ใจกันมากเป็นพิเศษ แต่ก็อย่าลืมนะว่า เรื่องเหล่านี้แพทย์และกุมารแพทย์ เขาจะต้องแนะนำอาหารและยาต้องห้ามสำหรับเด็กเล็ก รวมไปถึงวิธีดูแลลูกน้อยของคุณอย่างถูกต้องอยู่แล้ว
8.ความเครียด นอกจากความเครียดในเรื่องต่าง ๆ ที่คนเป็นแม่ต้องกังวลแล้ว ตัวของแม่เองก็ยังต้องมาเครียดซ้ำซ้อนเพราะกลัวว่าความเครียดที่ตัวเองมีจะส่งผลกระทบไปถึงลูกน้อยด้วย แต่แพทย์กลับชี้ว่า ความเครียดที่แม่มีจะส่งผลดีต่อลูกน้อยได้ เพราะความเครียดจะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่ดีกับร่างกายของแม่และเด็ก แต่ถ้าหากคุณแม่เครียดบ่อย ๆ ก็อาจจะส่งผลกับน้ำหนักแรกเกิดของลูกน้อยได้นะคะ
9.การผ่าคลอด จะว่าไปแล้วไม่ว่าจะเป็นการเบ่งคลอดแบบธรรมชาติ หรือการผ่าคลอดก็ดูจะน่ากลัวทั้งนั้นจริงไหม คลอดแบบธรรมชาติก็กลัวเจ็บ ครั้นจะผ่าคลอดก็ไม่อยากมีรอยแผลเป็นติดตัวบริเวณหน้าท้องขึ้นมาอีก แต่ก็อยากให้คุณแม่เบาใจไปเปลาะหนึ่งก่อนว่า หากไม่เกิดกรณีฉุกเฉินอย่างเด็กไม่กลับหัว หรือตัวเด็กใหญ่เกินไป แพทย์เขาจะพูดคุยปรึกษากับคนเป็นแม่ก่อนว่าต้องการคลอดเด็กด้วยวิธีไหน
10. เพศสัมพันธ์ เรื่องบนเตียงก็นับเป็นความกังวลอันดับต้น ๆ ของคนที่ตั้งครรภ์เช่นกัน เพราะกลัวว่าในระหว่างที่ท้อง จะไม่สามารถให้ความสุขกับสามีได้เต็มที่เหมือนอย่างที่เคย แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนท้องก็สามารถมีเพศสัมพันธ์กับสามีได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์ และหากแพทย์ไม่มีปัญหากับเรื่องบนเตียงของคุณและสามี ก็ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลทั้งนั้น นอกจากนี้หากใครกำลังกลัวว่าหลังคลอดลูกร่างกายจะไม่พร้อมมีเพศสัมพันธ์อยู่ล่ะก็ เแพทย์ก็ได้บอกว่า ร่างกายของผู้หญิงที่เพิ่งคลอดลูก จะกลับมาเป็นปกติได้ในเร็ววัน หลังจากพักฟื้นและได้รับการดูแลที่ถูกต้อง และแม้การให้นมลูกจะส่งผลกระทบกับอารมณ์ทางเพศของคุณไปบ้าง แต่ในที่สุดแล้วร่างกายและสัญชาตญาณของเราก็จะทำให้คุณเป็นปกติได้ในที่สุดค่ะ

ไม่ว่าคุณจะกลัวหรือกังวลเรื่องอะไรอยู่ แต่ถ้าคุณคิดถึงลูกในท้องและความสุขที่จะได้รับเขามาเป็นสมาชิกคนใหม่ในบ้าน ก็เชื่อว่าสัญชาตญาณความเป็นแม่นี้จะช่วยให้คุณฝ่าฝันความกลัวไปได้อย่ากังวลหรือกลัวไปนะคะ

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

อาการคนท้อง




อาการคนท้อง
หลายคนอาจจะกำลังสงสัยตัวเองกำลังตั้งครรภ์อยู่หรือไม่ ในแต่ละราย จะไม่เหมือนกันมาดูอาการของคนท้องว่าคุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่


1.เจ็บหน้าอก หรือคัดเต้านม เมื่อคุณแม่วางบนชุดชั้นในบนหน้าอกเช้านี้แล้วรู้สึกเหมือนมีอาการเจ็บคัดตึง คล้ายๆช่วงที่จะมีรอบเดือนแต่มันไม่หายไปแม้ครบกำหนดแล้วก็ตาม คุณแม่อาจสังเกตเห็นว่าเต้านมมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย มีความรู้สึกหนัก และบริเวณรอบๆหัวนมมีสีคล้ำขึ้น ผิวหนังบริเวณเต้านมบางลงมองเห็นหลอดเลือดดำเด่นชัดมาก คุณแม่ควรสวมชุดชั้นในที่มีขนาดพอดีเพื่อช่วยรับน้ำหนักได้อย่างเหมาะสม และอาจใส่เสื้อชั้นในในเวลานอนด้วยเพื่อช่วยบรรเทาความรู้สึกไม่สบายนั้น


2.ปัสสาวะบ่อยขึ้น และสีเข้มขึ้น เนื่องจากมดลูกที่โตขึ้นไปกดกระเพาะปัสสาวะ และฮอร์โมนที่เพิ่ม ทำให้เลือดมาคั่งในเชิงกรานมาก ทำให้ต้องลุกมาเอาเข้าห้องน้ำบ่อย ยิ่งตอนกลางคืนยิ่งบ่อย


3.หายใจถี่ คุณแม่อาจรู้สึกเหนื่อยและหายใจถี่เมื่อขึ้นบันไดทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาจจะเป็นเพราะคุณกำลังตั้งครรภ์ ตัวอ่อนที่กำลังเจริญเติบโตมีความต้องการออกซิเจนจากคุณแม่ และอาการเช่นนี้อาจต่อเนื่องไปตลอดการตั้งครรภ์เลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทารกมีการเจริญเติบโตมากขึ้น ก็จะมีแรงกดดันต่อปอดและกระบังลมของคุณแม่ตั้งครรภ์อีกด้วย


4.ประจำเดือนไม่มา การที่ประจำเดือนไม่มา ก็มีได้หลายสาเหตุ อาจจะเพราะความเครียด ไม่สบาย หรือบางรายประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หากประจำเดือนขาดไปหลังการปฏิสนธิ คุณควรใช้ที่ตรวจการตั้งครรภ์


5.อาการคลื่นไส้ หญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่เริ่มมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 6 สัปดาห์ แต่บางคนจะได้พบกับอาการแพ้ท้องได้ตั้งแต่รอบเดือนขาดหายไป ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในเวลาเช้า กลางวัน และกลางคืน ซึ่งอาการคลื่นไส้นี้จะบรรเทาลงได้เมื่อการตั้งครรภ์เข้าสู่ระยะไตรมาสที่สอง ในระหว่างนี้ให้พยายามรับประทานอาหารที่จะช่วยบรรเทาอาการ เช่น ขนมปังแครกเกอร์ หรือ น้ำหวาน ไอสครีม


6.ท้องผูก การบีบตัวของลำไส้ลดลง มดลูกทับลำไส้ใหญ่ ทำให้ท้องผูกกว่าปกติ ควรพยายามรับประทานอาหารที่กากใยสูง ดื่มน้ำให้เพียงพอ


7.ความเมื่อยล้า คุณแม่ที่อ่านหนังสือก่อนเข้านอนอาจไม่ได้เปลี่ยนไปสู่อีกหน้าหนึ่งของหนังสือก่อนหลับไป หากคุณแม่มีอาการอ่อนล้า หมดแรง ก็จะอาจเกิดจากการตอบสนองต่อฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นในร่างกายของคุณแม่ สำหรับผู้หญิงจำนวนมากยังคงเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าตลอดในระยะไตรมาสแรก แต่แล้วก็จะรู้สึกดีขึ้นในระยะไตรมาสที่สอง มีตกขาวเล็กน้อย


8.อาการตกขาวของคนท้องเป็นของคู่กันเพราะฮอร์โมนเพศหญิงมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้เลือดมาคั่งที่ช่องคลอด ต่อมต่างๆ ในคอมดลูกทำงานมากขึ้น มีน้ำไหลจากช่องคลอดมากขึ้น เมื่อหลุดออกเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเชื้อแบคทีเรียที่พบเป็นปกติในช่องคลอด เป็นผลให้สลายออกเกิดเป็นตกขาวได้ โดยเมือกขาวๆ นี้ต้องไม่แสบไม่คัน


9.อาการปวดหัว สัญญาณเริ่มต้นของการตั้งครรภ์นั้น รวมถึงอาการปวดหัวด้วย ซึ่งเป็นผลของการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ในกรณีที่คุณกำลังตั้งครรภ์แน่นอน ใช้ยาแก้ปวดพวกพาราเซตามอลจะปลอดภัยกว่ายาพวกแอสไพรินในการจัดการกับความเจ็บปวด


10.รู้สึกขมๆ เฝื่อนๆ มีรสชาตแปลกๆ ในปาก หญิงตั้งครรภ์มักเป็นโรคกรดไหลย้อน ฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นทำให้หูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลง รวมทั้งมดลูกที่ขยายตัวเพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร


11.ปวดหลัง คุณแม่อาจจะมีอาการปวดหรือเจ็บหลังช่วงล่าง หากปกติคุณแม่ไม่ได้มีอาการปวดหลังอยู่ก่อนแล้ว อาการปวดเหล่านี้ก็อาจหมายถึงการผ่อนคลายหรือยืดหยุ่นมากขึ้นของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ทั้งนี้อาการปวดหลังอาจเกิดขึ้นได้ตลอดการตั้งครรภ์ เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น และศูนย์กลางของการทรงตัวของคุณแม่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นผลให้ท่าทางในการยืน นั่งหรือเดิน มีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย


12.รู้สึกเหม็น ทนไม่ได้กับบางสิ่ง ผลของการตั้งครรภ์ทำให้จมูกคุณแม่ไว และตอบสนองต่อกลิ่นต่างๆ มากขึ้น บางคนได้กลิ่นอาหารที่เคยชอบก็อยากอาเจียน, บางคนแพ้ กลิ่นน้ำหอมที่ตัวเองเคยใช้เป็นประจำ, บางคนไปจ่าย ตลาดเดินผ่านร้านขายเนื้อวัวสด, เนื้อหมู ไม่ได้เลย แค่เห็นก็ทนไม่ไหวแล้ว, บางคนแค่เปิดตู้เย็นเจอกลิ่นอาหารในตู้เย็นก็รู้สึกแย่ บางรายก็แพ้กระทั่งกลิ่นของสามีตัวเอง


13.ปวดเกร็งในช่องท้อง จะเป็นปวดประจำเดือนหรือตั้งครรภ์ในช่วงนี้นั้นยากที่จะบอก แต่ถ้าคุณแม่รู้สึกปวดหน่วงๆ อาจเป็นได้ว่ามีการยืดขยายของมดลูกให้พร้อมสำหรับลูกน้อย


14.อารมณ์อ่อนไหวหรือแปรปรวนง่าย อาจเป็นผลมาจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง บางครั้งได้ยิน ได้ฟังเรื่องเศร้าๆ ก็ร้องไห้ น้ำตาซึม หรือปล่อยโฮ ดูหนังเศร้าก็ร้องไห้เสียใจ โดยที่เมื่อก่อนไม่ใช่คนแบบนี้ ผู้หญิงบางรายอาจไม่มีอาการดังกล่าวนี้เลย


15.ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลง คุณแม่อาจอยากอาหารที่มีรสเปรี้ยวมากขึ้น ในขณะที่กลิ่นของปลามักจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ถ้าคุณแม่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของความอยากอาหารแตกต่างไปจากก่อนหน้านี้ทันทีทันใด อาจเป็นอาการที่ร่างกายกำลังบอกว่าคุณตั้งครรภ์


16.อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น คุณแม่ที่ช่างสังเกตหน่อย อาจรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ จะรู้สึกร้อนกว่าคนทั่วไป และเมื่อตั้งครรภ์หัวใจจะเต้นเร็วกว่าปกติถึง 10 ครั้งต่อนาที


17.ได้กลิ่นรุนแรง Super smell คุณแม่จะมีความไวต่อกลิ่นเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นหอมก็จะรู้สึกหอมรุนแรง จนบางครั้งทนกลิ่นน้ำหอมเดิมของตัวเองไม่ได้ หากเป็นกลิ่นเหม็นแล้วละก็จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก บางทั้งการเอาถุงขยะไปทิ้งอาจทำให้คุณแม่แทบจะอาเจียน หรือการเข้าห้องน้ำสาธารณะก็ยิ่งเป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจ

18.เวียนศีรษะหรือเป็นลม อาการเช่นนี้เป็นอาการที่ใช้เพื่อบ่งบอกการตั้งครรภ์ในหนังหรือในละคร แต่มันอยู่ในความเป็นจริง เมื่อน้ำตาลในเลือดต่ำหรือความดันโลหิตลดลงอาจทำให้เกิดอาการหน้ามืดวิงเวียนได้ ให้แน่ใจว่าคุณแม่รับประทานอาหารได้มากพอและดื่มน้ำอย่างพอเพียง ก็จะห่างไกลจากอาการนี้ได้


19.มีเลือดออก การมีเลือดออกเล็กน้อยกระปริบกระปรอยในระยะแรกของการตั้งครรภ์ โดยที่ไม่มีอาการปวดเกร็งท้องร่วมด้วย อาจเป็นอาการที่รกของทารกมีการแบ่งเวลลืและฝังตัวลงไปในเยื่อบุโพรงมดลูกของแม่ ซึ่งเหตุการณ์นี้อาจทำให้เกิดมีเลือดออกได้ คุณแม่ควรสังเกตอาการและหากเลือดหยุดไปก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง

คุณแม่บางรายแทบไม่มีอาการอะไร บางรายกลับมีอาการมากมาย และเป็นในระดับรุนแรง คุณแม่ควรดูแลสุขภาพในระยะแรกของการตั้งครรภ์นี้ โดยรับประทานอาหารให้พอ แม้ว่าจะมีอาการแพ้ท้องก็ไม่ควรอดอาหาร เพราะจะทำให้อาการแย่ลง คุณลองสังเกตุตัวเองนะคะว่าคุณมีอาการเหล่านี้หรือไหม

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

ไข้ในลูกน้อย




ไข้ในลูกน้อย
การระวังเจ้าตัวน้อยเป็นไข้ หรือเป็นไข้หวัด โดยเฉพาะหนูน้อยขวบปีแรกซึ้งเด็กเล็กไม่สามารถบอกอาการเราได้นอกจากพ่อแม่ต้องสังเกตอาการเหล่านั้นด้วยตนเอง และต้องเพิ่มความใส่ใจมากขึ้นเรื่องไข้ต่อไปนี้ อาจเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยรู้มาก่อน แต่มั่นใจได้เลยว่า เมื่อรู้แล้ว ไข้ อาจไม่ใช่สิ่งน่ากลัวอีกต่อไป

แบคทีเรีย หรือ ไวรัส หลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าการได้รับเชื้อไวรัสนั้นทำให้เป็นไข้ได้ ซึ่งไข้ที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส เช่น หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ อาการจะค่อยๆ ทุเลาลงภายใน 3 วัน แต่ไข้ที่เกิดจากแบคทีเรียนั้น หากได้รับการรักษาไม่ถูกวิธีที่อาจทำให้อาการหนักขึ้นได้ โดยไข้ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เกิดจากการที่ร่างกายต่อสู้กับการติดเชื้อ เช่น หูอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นต้นหากอาการไข้ของเจ้าตัวน้อยไม่ลดภายใน 3 วัน ควรรีบปรึกษาแพทย์

อาการไข้เริ่มต้นที่ 38 องศา ในความเป็นจริงแล้วอุณหภูมิร่างกายของทารก หากอยู่ระหว่าง 37.5 – 37.9 องศา ยังไม่ถือว่าเป็นไข้ค่ะ เนื่องจากระบบต่างๆ ในร่างกายของลูกยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ดีเท่ากับผู้ใหญ่ การใส่เสื้อผ้าให้ลูกหลายๆ ชั้น ก็อาจทำให้อุณหภูมิในร่างกายของลูกสูงขึ้นได้ นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรรู้ว่า อุณหภูมิร่างกายของคนเรามักจะสูงขึ้นมากที่สุดในช่วงบ่ายแก่ๆ และลดต่ำลงในช่วงเช้าตรู่ ดังนั้น หากคุณวัดไข้ลูกตอน 4 โมงเย็น ก็มีความเป็นไปได้ว่าอุณหภูมิร่างกายของเจ้าตัวเล็กจะสูงกว่าการวัดในตอนเช้า

สำหรับเจ้าตัวน้อยวัย 1-3 เดือน หากไข้ไม่เกิน 37.9 ถือว่าไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าเมื่อใดร่างกายของลูกมีอุณหภูมิสูงถึง 38 องศา ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที คุณควรสังเกตพฤติกรรมของลูกประกอบกับการวัดไข้ด้วย หากลูกมีไข้ต่ำๆ แต่ยังเล่น ยังกินนมได้ตามปกติ ก็ไม่น่ากังวลใจ ในทางกลับกัน หากมีไข้ต่ำๆ แต่ไม่เล่น ไม่กินนม หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปก็ควรปรึกษาแพทย์

ควรใช้ยาเท่าที่จำเป็น ก่อนจะให้ยาลูกแต่ละครั้ง ควรใช้วิธีธรรมชาติในการลดไข้ก่อน เช่น เช็ดตัวให้ลูกสม่ำเสมอทุกๆ ครึ่งชั่วโมง โดยเฉพาะบริเวณหน้าผากและข้อพับต่างๆ คุณอาจพบว่าไข้ของลูกค่อยๆ ลดลงโดยไม่ต้องใช้ยาหากเช็ดตัวแล้วยังไม่ดีขึ้น คุณอาจใช้ยาลดไข้ โดยคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังนี
-ทารกต่ำกว่า 6 เดือน ควรใช้ยาประเภท acetaminophen มากกว่า ibuprofen
-วัดปริมาณยาตามน้ำหนักของลูก ไม่ใช่อายุ
-ไม่ควรให้ยาแอสไพรินกับเด็ก
-ไม่ควรปลุกทารกที่กำลังนอนหลับสบายขึ้นมากินยา

ไข้ คือสัญญาณสุขภาพดีเป็นสัญญาณว่าสุขภาพของลูกนั้นปกติดี และกำลังสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงกว่าเดิมเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค โดยทั่วไปหากอุณหภูมิร่างกายสูงถึง 41 องศา ร่างกายของคนเราจะปรับอุณหภูมิให้ต่ำลงโดยอัตโนมัต การที่อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นนั้น เป็นเพราะว่าร่างกายของลูกกำลังต่อสู้กับเชื้อโรค ซึ่งแม้จะไม่ใช่เรื่องน่าสนุก แต่อย่างน้อยคุณพ่อคุณแม่ก็น่าจะวางใจได้ว่าระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเจ้าตัวน้อยกำลังทำหน้าที่ที่มันสมควรจะทำ
ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นคอยสังเกตุอาการต่างๆที่ผิดปรกติต่อลูกน้อยด้วยนะคะเวลามีไข้จะได้ใช้วิธีรักษาอาการไข้ให้แก่ลูกน้อยได้ถูกต้องหากไม่แน่ใจก็ควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์คะ